คำถามพบบ่อย

เราหวังว่าคำถามพบบ่อยนี้จะช่วยตอบคำถามของคุณได้ แต่หากไม่พบคำตอบ กรุณาดูอภิธานศัพท์ของเงื่อนไขแอนตี้ไวรัสที่ได้รับการสร้างมาเป็นพิเศษของเรา

1. จำเป็นต้องใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสหรือไม่ ทำไมมันถึงมีความสำคัญ

แนวทางการป้องกันไวรัสที่ดีอาจจะเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญที่สุดที่คุณนำติดตั้งลงไปในอุปกรณ์เลยก็ว่าได้ โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีไม่ใช่โปรแกรมที่คุณจำเป็นต้องใช้งานทุกวัน แต่คุณจะรู้สึกดีเป็นอย่างมากเมื่ออุปกรณ์ของคุณได้รับการปกป้องในทุกครั้งที่โปรแกรมป้องกันไวรัสบล็อกไวรัสไม่ให้เข้ามาโจมตีคอมพิวเตอร์ หรือป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ฟิชชิ่งขโมยข้อมูลของคุณไป โปรแกรมป้องกันไวรัสก็มีความสำคัญเฉกเช่นเดียวกันกับแพทย์ฝีมือดีนั่นเอง

โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดสามารถป้องกันมัลแวร์ที่โจมตีในรูปแบบใหม่ล่าสุดได้ทั้งหมดเช่น โทรจัน มัลแวร์เรียกค่าไถ่ สปายแวร์ รูทคิต การโจมตีแบบคริปโตแจ็กกิ้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย

อีกอย่าง โปรแกรมป้องกันไวรัสมีการพัฒนามาจนสามารถให้บริการคุณได้มากกว่าการปกป้องอุปกรณ์ของคุณให้ปลอดภัยจากมัลแวร์ โดยโปรแกรมป้องกันไวรัสพรีเมียมในปี 2022 ยังมาพร้อมคุณสมบัติอื่น ๆ อีกดังนี้:

ไฟร์วอลล์
การสแกนเครือข่าย
VPN (เครือข่ายส่วนตัวเสมือน)
เครื่องมือปรับระบบ
ระบบควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ของบุตรหลาน
การปกป้องอุปกรณ์เคลื่อนที่

คุณสมบัติที่มากประโยชน์เหล่านี้สามารถปกป้องผู้ใช้ให้ปลอดภัยจากการโจมตีหลากหลายรูปแบบ เช่นการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต, การโจมตีแบบ man-in-the-middle และ การโจมตีแบบ exploit โปรแกรมรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตแบบพรีเมียมอย่าง Norton และ Bitdefender ต่างมีคุณสมบัติดังกล่าว และคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมายพร้อมดูแลอุปกรณ์ของคุณ

2. ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสทำงานอย่างไร

โปรแกรมป้องกันไวรัสส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจจับมัลแวร์ในระบบของคุณ 3 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน:

การสแกนหาตามลักษณะมัลแวร์ (Signature-based scanning)
การตรวจจับแบบฮิวริสติค
การเรียนรู้ด้วยตัวเองของคอมพิวเตอร์

โดยสำหรับการสแกนหาตามลักษณะมัลแวร์นั้น โปรแกรมป้องกันไวรัสจะเปรียบเทียบไฟล์กับฐานข้อมูลไฟล์มัลแวร์ขนาดใหญ่ที่โปรแกรมเคยพบมาก่อน และปักธงสัญญาณอันตรายให้กับไฟล์ที่มีลักษณะตรงกับ "ลักษณะ" ของมัลแวร์ที่เคยพบ วิธีนี้เป็นวิธีการสแกนไวรัสที่นิยมใช้กันมากที่สุด และเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการตรวจจับไฟล์มัลแวร์ส่วนใหญ่

การตรวจจับแบบฮิวริสติคมีความคล้ายคลึงกันกับการสแกนการหาตามลักษณะมัลแวร์ โดยตัวสแกนจะดูรหัสไฟล์เพื่อกำหนดว่าไฟล์นั้น ๆ มีความคล้ายคลึงกันกับมัลแวร์ที่เคยพบมาก่อนหรือไม่ในการพิจารณาว่าไฟล์มีอันตราย หากไฟล์มัลแวร์ที่เคยพบมาก่อนถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับตามลักษณะไฟล์ การตัวสแกนแบบฮิวริสติคก็ยังสามารถตรวจจับไฟลล์เหล่านั้นได้เช่นกัน

การเรียนรู้ด้วยตัวเองของคอมพิวเตอร์ได้รับการฝึกให้รู้จักไฟล์มัลแวร์นับล้านรูปแบบ และระบุไฟล์ที่ต้องสงสัยตามพฤติกรรมของไฟล์ (แทนที่จะดูตามลักษณะมัลแวร์ที่คล้ายคลึงกัน) หากมีไฟล์มัลแวร์รูปแบบใหม่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ และทำพฤติกรรมอะไรก็ตามที่เป็นที่น่าสงสัย (เช่น การเฝ้าดูข้อมูลการเรียกดูของคุณ การเข้ารหัสไฟล์ของคุณ การเข้าถึงเว็บแคม เป็นต้น) ตัวสแกนตามการเรียนรู้ด้วยตัวเองของคอมพิวเตอร์จะปักธงอันตรายและบล็อกไฟล์นี้เอาไว้

โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีสุดส่วนใหญ่ เช่น Bitdefender และ Norton จะใช้เทคนิคการสแกนมัลแวร์ทั้ง 3 แบบนี้

3. โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดสำหรับอุปกรณ์ของฉันคืออะไร

Norton โปรแกรมอันดับ #1 ใน รายชื่อโปรแกรมป้องกันไวรัสชั้นนำแห่งปี 2022ของเรา แม้จะมีโปรแกรมของค่ายอื่นที่ทำออกมามีคุณภาพใกล้เคียงกัน และยังมีคู่แข่งจำนวนมากที่ให้บริการพร้อมสิทธิประโยชน์ที่เป็นเอกลักษณื แต่โดยภาพรวมแล้ว Norton ให้การปกป้องที่ยอดเยี่ยมแก่ อุปกรณ์ PC Mac Android และ iOS

คุณสามารถเข้าดูที่รายการจัดอันดับสำหรับระบบปฏิบัติการแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อเปรียบเทียบผู้ให้บริการละเลือกบริการที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณได้:

  • WindowsNorton. Norton เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการตัวสแกนไวรัสที่ดีที่สุด พร้อมทั้งมีคุณสมบัติต่าง ๆ ให้บริการมากกว่าบริษัทคู่แข่งส่วนใหญ่ ใช้งานกับแอปของ Windows ได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้มีอยู่ในแผนบริการราคาย่อมเยาสำหรับเชื่อมต่อ 1-5 อุปกรณ์ คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Norton ได้ที่นี่
  • macOSIntego. Intego เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ทำขึ้นมาพิเศษเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Mac โปรแกรมนี้มีอัตราการตรวจจับมัลแวร์ที่ยอดเยี่ยม มีเครื่องมือทำความสะอาดระบบที่รอบด้าน มีตัวเลือกสำรองอุปกรณ์ พร้อมทั้งมีระบบควบคุมการใช้คอมพิวเตอร์ของบุตรหลานด้วย คุณสมบัติทั้งหมดนี้ ทำให้ Intego ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ Macคุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Intego ได้ที่นี่
  • AndroidNorton. Norton ให้การตรวจจับมัลแวร์ประสิทธิภาพ 100% ป้องกันการโจมตีแบบฟิชชิ่ง ป้องกันการโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคลอย่างครอบคลุม (สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น) เฝ้าระวังสัญญาณ Wi-Fi และมีแอป VPN ที่ใช้งานได้ค่อนข้างดี คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Norton ได้ที่นี่
  • iOSNorton. ในขณะที่ระบบ iOS ไม่รองรับการสแกนเพื่อป้องกันไวรัส แต่แอปสำหรับระบบปฏิบัติการ iOS ของ Norton ก็สามารถให้การป้องกันเว็บที่ดี ตัวสแกนสัญญาณ Wi-Fi การเฝ้าระวังเว็บมืด และมี VPN ให้ใช้แบบไม่จำกัดในราคาที่ดีมากเลยทีเดียวคุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Norton ได้ที่นี่

4. โปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถตรวจจับมัลแวร์ได้ทุกชนิดหรือไม่ (สปายแวร์ รูทคิต มัลแวร์เรียกค่าไถ่ เป็นต้น)

ได้ทุกชนิด ชุดป้องกันไวรัสที่ดีจะสามารถตรวจจับมัลแวร์ได้ทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึง การโจมตีแบบแยลยล เช่น รูทคิต และไฟล์อันตรายต่าง ๆ เช่น แอดแวร์และ PUPs (โปรแกรมที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโปรแกรมไม่พึงประสงค์)

SafetyDetectives ใช้ฐานข้อมูลไฟล์มัลแวร์เกือบ 1,000 ไฟล์ที่มีการอัปเดตเป็นปัจจุบันอยู่อย่างต่อเนื่องในการทดสอบประสิทธิภาพการป้องกันไวรัสของเรา และฐานข้อมูลดังกล่าวได้รวมไฟล์มัลแวร์ที่เคยพบเอาไว้ทุกรูปแบบ เช่น:

  • ไวรัส
  • หนอนคอมพิวเตอร์
  • โทรจัน
  • สปายแวร์/แอดแวร์
  • มัลแวร์เรียกค่าไถ่
  • รูตคิต
  • คีย์ล็อกเกอร์
  • คริปโตแจ็กกิ้ง
  • และอื่น ๆ อีกมากมาย...

หากโปรแกรมป้องกันไวรัสทำคะแนนได้ 100% (หรือใกล้เคียง) ในเว็บไซต์ของเรา หมายความว่าโปรแกรมผ่านการพิสูจน์แล้วว่าสามารถจัดการกับมัลแวร์คุกคามตัวล่าสุดได้ทุกตัว แบรนด์โปรแกรมป้องกันไว้รัส เช่น Norton, Bitdefender, and Aviraได้คะแนนการตรวจจับมัลแวร์ทั้งหมดถึง 100% ในการทดสอบของเรา

อีกอย่าง บางแบรนด์ได้จัดทำซอฟต์แวร์ตรวจจับไวรัสแบบเฉพาะเจาะจงขึ้นมาด้วย เช่น McAfee and Bitdefender ทั้งสองแบรนด์นี้ได้ทำชุดตรวจจับรูตคิตฟรี และยังมี โปรแกรมป้องกันสปายแวร์ คุณภาพค่อนข้างดีเลยทีเดียวมาวางขายในตลาดอีกด้วย

5. ฉันควรมองหาคุณสมบัติใดในโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดี

อย่างน้อยที่สุด โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีควรมีการป้องกันมัลแวร์ที่ดีเยี่ยม โดยควรที่จะสามารถตรวจจับและขจัดภัยคุกคามที่รู้จักกันแพร่หลายได้ เช่น มัลแวร์เรียกค่าไถ่ โทรจัน และสปายแวร์

คุณสมบัติสำคัญอื่น ๆ ของโปรแกรมป้องกันไวรัสมีดังต่อไปนี้:

  • การสแกนภัยคุกคามแบบเรียลไทม์
  • การรักษาความปลอดภัยในเว็บ
  • การป้องกันการโจมตีฟิชชิ่ง
  • ไฟร์วอลล์

หากคุณยังไม่มีคุณสมบัติพิเศษอย่าง VPN, ตัวจัดการรหัสผ่านrหรือ เครื่องมือปรับประสิทธิภาพระบบเพื่อการใช้งานได้คุณภาพสูงสุดโปรแกรมป้องกันไวรัสระดับพรีเมียมอย่าง Norton 360 จะรวบรวมคุณสมบัติเหล่านี้เอาไว้ให้คุณได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า

ทางที่ดีที่สุด คุณควรใช้ชุดโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดูแลครอบคลุมระบบบปฏิบัติการหลัก ๆ ได้ทั้งหมด เช่น Windows, Mac, Android และ iOSโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีส่วนใหญ่จะให้การดูแลอุปกรณ์หลัก ๆ ทั้งหมดได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม โปรแกรมป้องกันไวรัสบางแบรนด์ก็ใช้งานกับระบบปฏิบัติการบางเจ้าได้ได้ดีกว่าแบรนด์อื่น — Norton ใช้ได้ดีที่สุดสำหรับ Windows Android และ iOS แต่ Intego เป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้ดีที่สุดสำหรับ Mac

มีโปรแกรมป้องกันไวรัสมากมายที่จัดทำออกมาเพื่อสนองความต้องการทุกรูปแบบของผู้ใช้ รายการจัดอันดับ 10 โปรแกรม ของเราจึงเป็นจุดเริ่มต้นหาข้อมูลที่ดีเยี่ยม หากคุณกำลังมองหาโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เหมาะสำหรับตัวคุณ

6. อุปกรณ์ Mac ต้องการการปกป้องจากโปรแกรมป้องกันไวรัสหรือไม่

ต้องการ เพราะการโจมตีจากมัลแวร์ในระบบ Mac มีเพิ่มมากขึ้นมาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว macOS มีโปรแกรมรักษาความปลอดภัยของระบบที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างดี แต่ก็ยังไม่แกร่งพอที่จะป้องกันภัยคุกคามจากมัลแวร์ตัวใหม่ล่าสุดในปี 2022 ได้

มีโปรแกรมป้องกันไวรัสจำนวนมากมายที่ออกแบบมาเพื่อให้การ ปกป้องระบบ Macs โดยเฉพาะ

โปรแกรมป้องกันไวรัสสำหรับระบบ Mac ตัวโปรดของฉันคือ Intego. เพราะมันสามารถทำคะแนนการป้องกันมัลแวร์ได้ถึง 100% ในการทดสอบของเรา และยังมีคุณสมบัติเสริมที่ดีมาก ๆ อีกด้วย เช่น ไฟร์วอลล์ที่มีความรัดกุม ระบบควบคุมการใช้คอมพิวเตอร์ของบุตรหลาน และคุณสมบัติการสำรองอุปกรณ์ที่ดียิ่งกว่าตัวเลือกการสำรองข้อมูลที่มากับ macOS เองด้วยซ้ำ คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Integoได้ที่นี่

7. อุปกรณ์เคลื่อนที่ต้องการการปกป้องจากโปรแกรมต้านไวรัสหรือไม่

ต้องการ เพราะการรักษาความปลอดภัยทั้งในอุปกรณ์ Android และ iOS ต่างมีปัญหาใหญ่ในปี 2022

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ แอดแวร์ การโจมตีแบบคริปโตแจ็กกิ้ง โทรจัน และการโจมตีรูปแบบอื่น ๆ ที่มีเฉพาะในอุปกรณ์ Android กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นมาก หากคุณใช้อุปกรณ์ Android คุณควรใช้ โปรแกรมป้องกันไวรัสในอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่สามารถสแกนแอป เฝ้าระวังเครือข่ายไร้สาย ให้การปกป้องในการใช้เว็บไซต์ และมีแนวทางป้องกันการโจรกรรมที่ดี (Nortonเป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสแบรนด์โปรดของฉันในปี 2022)

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ iOS นั้นมีความแตกต่างไปเล็กน้อย แม้อุปกรณ์ iPhone และ iPad ได้รับอันตรายจากไฟล์มัลแวร์ไปสองสามครั้งในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทาง Apple ได้รักษามาตรการความปลอดภัยที่เคร่งครัดเพียงพอที่จะปกป้องผู้ใช้จากภัยอันตรายของมัลแวร์ แต่ผู้ใช้ iOS ก็ยังคงได้รับภัยคุกคามร้ายแรงจากทางออนไลน์จำนวนมากอย่างง่ายดาย เช่น:

  • การโจมตีแบบฟิชชิ่ง / สมิชชิ่ง กลลวงวิธีนี้จะหลอกให้ผู้ใช้บอกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงิน
  • การละเมิดสิทธิ์.เมื่อแอปเก็บข้อมูลผู้ใช้มาใช้ประโยชน์โดยที่ไม่ได้รับการยินยอมหรือการอนุญาตจากผู้ใช้
  • ฟลีซแวร์แอปที่หลอกให้ผู้ใช้จ่ายค่าสมาชิกที่แพงเกินจริง

แอปรักษาความปลอดภัยที่ดีสำหรับ iOS สามารถป้องกันการโจมตีเหล่านี้ได้ดีพอ ๆ กับการให้บริการป้องกันการโจรกรรม ระบบควบคุมการใช้คอมพิวเตอร์ของบุตรหลาน และระบบตัวเลือกการทำความสะอาด

8. คุณต้องจ่ายค่าบริการเพื่อรับการปกป้องจากโปรแกรมป้องกันไวรัสหรือไม่

คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าบริการแต่ควรจ่าย ตามหลักแล้วนั้น โปรแกรมป้องกันไวรัสฟรี สามารถปกป้องคุณจากมัลแวร์ได้หลากหลายรูปแบบ แต่ไม่มีบริการฟรีใดที่จะให้การปกป้องในระดับเดียวกับชุดป้องกันไวรัสแบบมีค่าบริการมีให้

แน่นอนว่ามีโปรแกรมป้องกันไวรัสฟรีคุณภาพน่าประทับใจให้คุณเลือกใช้อยู่บ้าง โปรแกรมป้องกันไวรัสของ Avira เป็นแบรนด์โปรดของเรา และแม้แต่ Avira เองก็มีขีดจำกัดที่เคร่งครัดในเรื่องของ VPN ตัวจัดการรหัสผ่าน และเครื่องมือทำความสะอาดระบบที่มากับโปรแกรม

หากคุณต้องการการรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุดให้กับทุกอุปกรณ์ของคุณ ทางที่ดีที่สุดคือการลงทุนซื้อ ชุดโปรแกรมป้องกันไวรัสคุณภาพสูง เช่น Norton 360, Bitdefender Total Security หรือ Avira Prime

9. โปรแกรมป้องกันไวรัสฟรีที่ดีที่สุดคือแบรนด์ใด

Avira is the โปรแกรมป้องกันไวรัสฟรีที่ดีที่สุดแห่งปี 2022 บริการนี้มีชุดป้องกันที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อให้คุณ (แม้ว่าจะไม่ได้ดีเท่า โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดแบบเสียค่าบริการที่วางขายในตลาด) ในแผนบริการแบบฟรีของ Avira มีคุณสมบัติดี ๆ มอบให้คุณดังนี้:

  • ตัวสแกนป้องกันไวรัส
  • การปกป้องแบบเรียลไทม์
  • ไฟร์วอลล์
  • Phantom VPN (จำกัดข้อมูลฟรี 500 MB ต่อเดือน)
  • ตัวจัดการรหัสผ่าน (จำกัดคุณสมบัติ)
  • การรักษาความปลอดภัยในเบราว์เซอร์เว็บไซต์
  • ปรับการใช้งานอุปกรณ์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดแบบพื้นฐาน
  • .ส่วนขยายเพื่อการช้อปปิงอย่างปลอดภัยและความรัดกุมในการเรียกดู

ก็จริงที่ Avira เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดี แต่ขีดจำกัดข้อมูลที่มีใน VPN ทำให้มันไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ (แผนบริการฟรีของ ProtonVPN ดีกว่ามาก) ตัวจัดการรหัสผ่านเวอร์ชั่นที่ให้ใช้ฟรีนั้นขาดเครื่องมือรักษาความปลอดภัยตู้นิรภัยที่สำคัญไป และผู้ใช้จะไม่ได้เข้าใช้งานเครื่องมือปรับระบบที่ยอดเยี่ยมของ Avira หรือตัวเลือกขอรับความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์จากแบรนด์

ตามจริงแล้วเราจะไม่แนะนำซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสฟรีให้กับผู้ใช้ส่วนใหญ่ เพราะหากคุณเสียค่าบริการเพียงไม่กี่บาทต่อเดือนก็จะได้ใช้บริการผลิตภัณฑ์อย่าง Norton 360 หรือ Bitdefender ซึ่งให้ชุดปกป้องเต็มรูปแบบแก่เว็บไซต์ในหลายอุปกรณ์

10. โปรแกรมป้องกันไวรัสของฉันจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงหรือไม่

โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณทำงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

โดยเหตุผลสำคัญก็คือ โปรแกรมป้องกันไวรัสส่วนใหญ่มีตัวสแกนมัลแวร์แบบเรียลไทม์ ที่จะสแกนการดาวน์โหลดใหม่และการดำเนินการต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังโดยเกือบไม่ได้ใช้พลังการดำเนินการใด ๆ เลยเสียด้วยซ้ำ

สำหรับผู้ใช้ที่พบกับปัญการโจมตีของมัลแวร์ จะต้องเปิดการสแกนดิสก์ CPU เต็มรูปแบบเพื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ ซึ่งอาจทำให้ระบบทำงานช้าลงได้ แต่สำหรับผู้ใช่ส่วนใหญ่ สามารถใช้การปกป้องแบบเรียลไทม์ได้ง่าย ๆ อย่างไร้กังวล โดยการสแกนนี้จะปกป้องพวกเขาให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นได้

โปรแกรมป้องกันไวรัสในปี 2022 ได้ทำการถ่ายโอนเทคโนโลยีการสแกนไปยังระบบคลาวด์เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยBitdefender, TotalAV และ Avira ต่างใช้เทคโนโลยีที่อยู่ในระบบคลาวด์ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการทำงานที่ล่าช้าของคอมพิวเตอร์ได้

แม้ว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสของคุณจะเป็นเหตุให้ระบบในอุปกรณ์ของคุณทำงานช้าลงระหว่างที่กำลังสแกน โปรแกรมป้องกันไวรัสส่วนใหญ่จะมีตัวเลือกกำหนดเวลาการสแกนไว้ในตอนที่คุณไม่ใช้คอมพิวเตอร์ได้ด้วย

1. ตัวจัดการรหัสผ่านคืออะไร และมีหน้าที่อะไร

หน้าที่หลักของตัวจัดการรหัสผ่านที่ดีมีดังนี้:

  • จัดเก็บรหัสผ่านอย่างปลอดภัยโดยใช้การเข้ารหัสระดับสูง
  • เติมและบันทึกข้อมูลการเข้าระบบอัตโนมัติ
  • สร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อน
  • เติมชื่อ ที่อยู่ และรายละเอียดบัตรชำระเงินโดยอัตโนมัติ
  • เตือนให้ผู้ใช้รับรู้เกี่ยวกับรหัสผ่านที่อ่อนแอ ใช้ซ้ำ เก่า หรือรั่วไหล

โดยปรกติแล้ว ตัวจัดการรหัสผ่านที่ดีที่สุด (เช่น Dashlane, 1Password, and RoboForm) จะใช้การเข้ารหัส AES 256-bit ซึ่งเป็นการเข้ารหัสระดับเดียวกันกับธนาคารในการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมด หมายความว่าแฮกเกอร์จะไม่สามารถเห็นรหัสผ่านของผู้ใช้ได้แม้ตัวจัดการรหัสผ่านจะโดนแฮ็กข้อมูลก็ตาม จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์ (หรือผ่านเครื่อข่ายท้องถิ่นในบางกรณี) เพื่อที่ผู้ใช้จะสามารถเข้าใช้ข้อมูลได้ในหลายอุปกรณ์

ตัวจัดการรหัสผ่านที่ดีที่สุด หลายแบรนด์ได้รวมเครื่องมือพิเศษเอาไว้เพื่อให้ความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางออนไลน์ด้วย เช่น การเฝ้าระวังเว็บไซต์มืด บัตรชำระเงินเสมือน ตัวสร้างรหัส 2FA บริการ VPN และอื่น ๆ อีกมากมาย

2. ทำไมฉันถึงต้องใช้ตัวจัดการรหัสผ่าน

คำตอบสั้น ๆ คือ: เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย

ตัวจัดการรหัสผ่านจะช่วยลดความเสี่ยงในการโจรกรรมข้อมูลด้วยการสร้างรหัสผ่านใหม่ที่ซับซ้อน (แทบจะแฮ็กไม่ได้เลย) ให้กับทุก ๆ บัญชีออนไลน์ของคุณ และจะจดจำรหัสผ่านทุกตัวของคุณเอาไว้ เพื่อไม่ให้คุณเสี่ยงกับการเข้าใช้บัญชีไม่ได้

การใช้ตัวจัดการรหัสผ่านเพื่อ สร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อน และไม่ซ้ำกัน ทำให้รหัสผ่านถูกแฮ็กได้ยากมากขึ้น ตัวจัดการรหัสผ่านจะตรวจสอบให้มั่นใจด้วยอีกว่าคุณไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันในหลายบัญชี ดังนั้น หากหนึ่งในรายละเอียดบัญชีออนไลน์ของคุณรั่วไหลออกไป แฮ็กเกอร์ก็จะไม่สามารถเข้าถึงบัญชีอื่น ๆ ที่ด้วยรหัสผ่านนั้นได้

นอกจากนี้ ตัวจัดการรหัสผ่านยังช่วยประหยัดเวลาคุณได้ด้วยการเติมรหัสเข้าระบบ รายละเอียดบัตรเครดิต ข้อมูลยานพาหนะ ที่อยู่ และอื่น ๆ โดยอัตโนมัติ และข้อมูลทั้งหมดนี้จะซิงค์เข้ากันกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และแม้แต่นาฬิกาอัจฉริยะก็ตาม

หากคุณต้องการการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเข้าระบบแบบทันทีและปลอดภัย (ในอุปกรณ์ของคุณ)คุณควร ใช้ตัวจัดการรหัสผ่าน

3. ฉันควรมองหาคุณสมบัติใดในตัวจัดการรหัสผ่าน

ในการ เลือกตัวจัดการรหัสผ่าน การพิจารณาด้านความปลอดภัย คุณสมบัติเสริม ความสามารถในการใช้งาน และราคาเป็นสิ่งสำคัญมาก

อย่างน้อยที่สุด ตัวจัดการรหัสผ่านควรใช้การเข้ารหัสแบบ 256-bit AES ในการจัดเก็บข้อมูล ตัวจัดการรหัสผ่านควรสร้างในโครงสร้างแบบระบบไม่ข้าถึงข้อมูลจริง (zero-knowledge architecture)และหากตัวจัดการรหัสผ่านได้รับการตรวจสอบโดยบริษัทนอกองค์กร(Dashlane, 1Password และ RememBear เพิ่งได้รับการตรวจสอบเมื่อไม่นานมานี้)

คุณสมบัติอื่น ๆ ที่คุณควรมองหามีดังนี้:

  • การเติมแบบฟอร์ม (บัตรเครดิต ที่อยู่ ข้อมูลยานพาหนะ เป็นต้น)
  • ตัวเลือกการยืนยันตนแบบ 2FA (TOTP generators,การเข้าสู่ระบบข้อมูลไบโอเมตริก, และ USB tokens)
  • ตัวสร้างรหัสผ่าน
  • การแชร์รหัสผ่าน
  • การเฝ้าระวังการละเมิดข้อมูล
  • การตรวจสอบตู้นิรภัยรหัสผ่าน
  • ตัวเลือกการกู้คืนบัญชี

ตัวจัดการรหัสผ่านบางแบรนด์จะมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ให้บริการด้วย เช่น Dashlane มี VPN และการเฝ้าระวังเว็บมืดแบบเรียลไทม์ Keeper มีแอปส่งข้อความเข้ารหัส และ 1Password มีโหลดให้การปกป้องความเป็นส่วนตัวขณะเดินทาง

ในแง่ของความสามารถในการใช้งาน ตัวจัดการรหัสผ่านที่ดีควรมีแอปที่ใช้ได้ง่ายในทุกระบบปฏิบัติการและเบราว์เซอร์เว็บหลักและควรง่ายต่อการสร้างการเข้าระบบใหม่ การเพิ่มข้อมูลเข้าไปในตู้นิรภัย และการเติมเต็มข้อมูลที่บันทึกไว้โดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ ราคาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณา ผู้ให้บริการตัวจัดการรหัสผ่านจำนวนมากมี แผนบริการฟรีแต่แผนฟรีเหล่านี้มักจะมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก คุณควรศึกษาเปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติของแต่ละบริการตัวจัดการรหัสผ่านใน รายการจัดอันดับ 10 แบรนด์ เพื่อดูว่าแบรนด์ไหนเหมาะที่สุดสำหรับคุณ Dashlane เป็นตัวจัดการรหัสผ่านมากคุณสมบัติที่เราชื่นชอบ แต่มีราคาแพงมากกว่า RoboForm ที่ให้คุณสมบัติอันลื่นไหลมากกว่าและมีราคาถูกกว่า

4. แบรนด์ไหนให้บริการตัวจัดการรหัสผ่านที่ดีที่สุดในปี 2022

Dashlane เป็นตัวจัดการรหัสผ่านที่มีคุณสมบัติโดยรวมเป็นที่โปรดปรานของเราในปี 2022 โดยแบรนด์ให้การรักษาความปลอดภัยระดับสูง ใช้งานง่าย ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์และเบราว์เซอร์หลัก ๆ และมีคุณสมบัติเสริมที่ดีที่สุดบางข้อที่ตัวจัดการรหัสผ่านควรมีด้วย

Dashlane ใช้การเข้ารหัสระหว่างคู่สนทนาตั้งแต่ต้นทางถึงปายทางแบบ 256-bit AES ในการปกป้องงข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลทุกอย่างที่จัดเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของ Dashlane จะได้รับการเข้ารหัสทั้งหมด Dashlane ยังให้การปกป้องการสื่อสารระหว่างเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ของคุณด้วยการเข้ารหัส TLS ดังนั้นจึงไม่มีใครสกัดกั้นและขโมยข้อมูลของผู้ใช้ไปได้

นอกจากนี้ Dashlane ยังมีคุณสมบัติเสริมให้มากมายด้วยเช่นกัน ดังนี้:

  • เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN: Virtual Private Network)
  • ตัวสร้างรหัสผ่าน
  • การเฝ้าระวังเว็บมืดแบบเรียลไทม์
  • การตรวจสอบตู้นิรภัยรหัสผ่าน
  • การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA)
  • ตัวเปลี่ยนรหัสผ่านอัตโนมัติ
  • และอื่น ๆ อีกมากมาย…

แต่ก็ยังมี ตัวจัดการรหัสผ่านที่ยอดเยี่ยมอื่น ๆ อีกมากมายให้เลือกใช้บริการ เช่น 1Password (มาพร้อมโหมดการซ่อนข้อมูลระหว่างการเดินทาง), Keeper (มาพร้อมแอปเข้ารหัส) และ RoboForm (เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุด)

5. การใช้ตัวจัดการรหัสผ่านปลอดภัยไหม

ปลอดภัยมาก! ตัวจัดการรหัสผ่านชั้นนำ จะใช้หนึ่งในรูปแบบการเข้ารหัสระดับสูงที่สุดที่มีในตลาด นั่นคือการเข้ารหัสแบบ 256-bit AES (เป็นการเข้ารหัสแบบเดียวกันกับที่กองทัพทหารและธนาคารใช้กัน) และส่วนมากจะใช้การเข้ารหัสแบบตั้งแต่ "ต้นทางถึงปลายทาง" ซึ่งหมายความว่าข้อมูลจะถูกเข้ารหัสในอุปกรณ์ของคุณก่อนที่จะส่งออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลผู้ใช้ของคุณนั้นถูกนำจัดเก็บอย่างปลอดภัย

ตัวจัดการรหัสผ่านส่วนใหญ่ยังใช้มาตรการ zero-knowledge ด้วย ซึ่งหมายความว่าจะมีเพียงคุณคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าดูตู้นิรภัยรหัสผ่านของคุณได้ (ผู้ให้บริการตัวจัดการรหัสผ่านก็ไม่สามารถเข้าได้) ทำให้ลำความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ก็ยังหมายความว่า หากคุณลืมรหัสผ่านมาสเตอร์ของตัวเอง จะไม่มีใครสามารถกู้คืนตู้นิรภัยรหัสผ่านของคุณได้เช่นกัน (แม้ว่าผู้ให้บริการบางเจ้าเช่น LastPass จะมีตัวเลือกการกู้คืนบัญชีให้คุณก็ตาม)

For extra security, many top password managers offer multi-factor authenticationและเพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยที่พิเศษอีกขั้น ตัวจัดการรหัสผ่านชั้นนำหลายแบรนด์จะตัวเลือกการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA: multi-factor authentication) ให้ เช่น รหัสยืนยันตนครั้งเดียว อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ใช้เป็นคีย์ในการยืนยันตน หรือการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลไบโอเมตริก (Keeper มีตัวเลือกการยืนยันตนแบบ MFA ให้เลือกมากมาย) ซึ่งหมายความว่าคุณจะต้องมีการยืนยันพิเศษขึ้นอีกขั้นก่อนที่จะสามารถเข้าดูข้อมูลของคุณได้

6. ตัวจัดการรหัสผ่านใดใช้ได้กับการยืนยันตนแบบ 2FA

ตัวจัดการรหัสผ่านชั้นนำส่วนใหญ่จะใช้ได้ เช่น Dashlane, Keeper, และ RoboForm ต่างสามารถยืนยันตนแบบ 2FA ได้ รวมถึงใช้ได้กับโปรแกรมสร้างรหัส 2FA (เช่น Google Authenticator) และกับเครื่องมือยืนยันตน USB 2FA มากมาย (เช่น YubiKey และ Fido) ทำให้ผู้ใช้สามารถรักษาความปลอดภัยให้ตู้นิรภัยรหัสผ่านของพวกเขาได้มากยิ่งกว่า

2FA (การยืนยันตนสองขั้นตอน) จะขอให้ผู้ใช้แสดงการยืนยันตนรูปแบบที่สองนอกจากรหัสมาสเตอร์ การยืนยันตนในรูปแบบที่สองอาจเป็นสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้:

  • รหัส SMS
  • รหัสผ่านสำหรับใช้ครั้งเดียวที่ใช้ได้แบบจำกัดเวลา (TOTP)
  • การสแกนไบโอเมตริก (เช่น ลายนิ้วมือ หรือการจดจำใบหน้า)
  • คีย์ฮาร์ดแวร์ที่เป็น USB

นอกจากนี้ ตัวจัดการรหัสผ่านจำนวนมากจะมีตัวสร้าง TOTP มาด้วยอยู่แล้ว ดังนั้นโปรแกรมจะสามารถสร้างรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับเว็บไซต์ได้ เครื่องมือการตรวจสอบตู้นิรภัยของLastPass สามารถระบุบัญชีที่สามารถทำการยืนยันตนแบบ 2FA ได้ในตู้นิรภัยของคุณ เพื่อที่คุณจะสามารถตั้งค่าการเข้าระบบได้มากเท่าที่ต้องการ

7. ฉันควรใช้เว็บเบราว์เซอร์เพื่อเก็บรหัสผ่านและข้อมูลการเข้าระบบหรือไม่

การใช้เว็บเบราว์เซอร์เพื่อเก็บรหัสผ่านและข้อมูลการเข้าระบบนั้นดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย แต่การใช้ตัวจัดการรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนนั้นดีกว่ามาก

เบราว์เซอร์ส่วนมากจะมีตัวจัดการรหัสผ่านมาให้ในตัว ซึ่งทำหน้าที่เก็บรหัสผ่านและข้อมูลเข้าระบบเอาไว้ภายในแอปพลิเคชัน อย่างไรก็ตาม เบราว์เซอร์โดยมากจะไม่มีรหัสผ่านมาสเตอร์ และมีความเปราะบางง่ายต่อการที่ผู้อื่นจะเข้าถึงอุปกรณ์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงด้วยตัวเองหรือการเข้าถึงทางไกล

ตัวจัดการรหัสผ่านที่มีชื่อเสียง จะใช้การเข้ารหัสระดับสูง การยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (MFA) และมีมาตรการที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของคุณถูกนำเก็บไว้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ตัวจัดการรหัสผ่านยังมีเครื่องมือรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ เช่น การตรวจสอบตู้นิรภัยรหัสผ่าน และการเฝ้าดูการละเมิดรหัสผ่าน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่มีในเว็บเบราว์เซอร์

ในขณะที่การเก็บรหัสผ่านในตัวจัดการรหัสผ่านในเว็บเบราว์เซอร์นั้นสะดวกและฟรี แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีตัวจัดการรหัสผ่านฟรีและแบบพรีเมียมที่ดีกว่าออกวางขายในตลาดอยู่ด้วย ขณะที่ Dashlane และ Keeper มีคุณสมบัติการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงให้คุณ RoboForm ก็มีตัวจัดการรหัสผ่านที่คุณภาพคุ้มค่าเงินที่สุดให้ และ LastPass มีแผนบริการฟรีที่ดีให้บริการ

1. VPN ปลอดภัยหรือไม่

ปลอดภัย VPN ส่วนใหญ่จะปลอดภัยตราบใดที่บริการมีคุณสมบัติการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (การเข้ารหัสแบบ 256-bit AES, a kill switch, and a no-logs policy).

VPN ชั้นนำหลายแบรนด์ มีให้แม้แต่นโยบายการไม่บันทึกข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอื่น และยังให้คุณสมบัติการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบ perfect forward secrecy (การเปลี่ยนคีย์เข้ารหัสอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้แฮ็กเกอร์สามารถเจาะหาคีย์ในอดีตและอนาคตเพื่อเฝ้าดูการจราจรของคุณได้), เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ RAM อย่างเดียวเท่านั้น (ทุกเซิร์ฟเวอร์จะถูกตั้งค่าให้ขจัดข้อมูลออกทั้งหมด), and full protection againstและการป้องกันการโจมตีแบบ IPv6, DNS และการรั่วไหลของ WebRTC อย่างเต็มรูปแบบ

หากคุณต้องการ VPN ที่มีคุณสมบัติเพื่อความปลอดภัยอันยอดเยี่ยม เราขอแนะนำ ExpressVPN (แบรนด์นี้มีนโยบายไม่บันทึกข้อมูล และได้ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระมาแล้วหลายครั้ง) คุณสามารถอื่นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ExpressVPN ได้ที่นี่

2. VPN แบรนด์ใดถือว่าดีที่สุดแห่งปี 2022

ExpressVPN เป็น VPN ที่ดีที่สุดแห่งปี 2022 โดยให้การรักษาความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม สามารถใช้เข้าเว็บไซต์สตรีมมิ่งชั้นนำได้ เช่น Netflix และ Disney+ รักษาความเร็วในระดับสูง และมีแอปที่ใช้ง่ายกับทุกแพลตฟอร์ม (รวมถึงเราเตอร์ด้วย)

แต่ก็ยังมี VPN อื่น ๆ อีกเยอะที่ใช้ดีมาก ๆ ให้คุณเลือกใช้บริการ หากคุณต้องการคุณสมบัติขั้นสูง การรักษาความปลอดภัยระดับไฮเอ็นต์ แนะนำให้ลอง ProtonVPN และหากคุณเพียงแค่ต้องการเข้าใช้เว็บไซต์สตรีมมิ่ง (ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก) เราขอแนะนำ CyberGhost VPN หากคุณเพียงต้องการ VPN สำหรับสมาร์ทโฟนที่ใช้งานง่ายและปลอดภัย Private Internet Access จะเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับคุณ และหากคุณแค่อยากใช้ VPN ที่เป็นมิตรต่อผู้เริ่มต้นที่มีราคาถูกและทำงานเร็วมาก ให้คุณลองใช้ PrivateVPN

3. VPN ใช้กับ Netflix ได้หรือไม่

ใช้ได้ VPN ชั้นนำโดยมากจะสามารถใช้กับ Netflix ได้โดยไม่พบกับปัญหาใด ๆ .ในการเข้าดูรายการใน Netflix คุณจะต้องเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ VPN ในประเทศที่ทำบัญชีของคุณ กล่าวคือ หากคุณมีบัญชี Nexflix ของสหรัฐอเมริกา คุณจะต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ของสหรัฐฯ

Netflix เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับและบล็อกที่อยู่ IP ของเซิร์ฟเวอร์ VPN แต่ VPN ที่ดีที่สุดจะเลี่ยงปัญหานี้ไปได้ด้วยการเปลี่ยนที่อยู่ IP ใหม่บ่อยครั้งมาก หากต้องการพัฒนาศักยภาพในการเข้าใช้ Netflix ด้วย VPN เราแนะนำให้คุณใช้ VPN ในเบราว์เซอร์อื่นและใช้โหมดไม่ระบุตัวตน หากทำเช่นนี้ Netflix จะไม่สามารถใช้คุ้กกี้เพื่อดูที่อยู่ IP จริงของคุณได้

ExpressVPN เป็น VPN ที่ดีที่สุดสำหรับใช้กับ Netflix เพราะแบรนด์นี้ได้เข้าถึง Netflix อย่างสม่ำเสมอ และรวมไปถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งชั้นนำอื่น ๆ ด้วย ทั้งยังมีการรักษาระดับความเร็วที่สูงเอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ และใช้งานง่ายเข้ากันได้กับทุกแพลตฟอร์มและทุกอุปกรณ์

4. VPN ถูกกฎหมายหรือไม่

VPN ถูกกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ แต่มีบางประเทศที่ปิดกั้น VPN เช่น เกาหลีเหนือ จีน อิหร่าน และรัสเซีย หากคุณใช้ VPN ในประเทศที่ VPN ผิดกฎหมาย คุณอาจพบปัญหาทางด้านกฎหมายได้

หากคุณใช้ชีวิตอยู่หรือเดินทางไปยังประเทศที่มีข้อจำกัดด้านการใช้ VPN โปรดตรวจดูกฎหมายให้แน่ใจก่อนนใช้งาน VPN หากไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมายแต่รัฐบาลยังคงปิดกั้น VPN คุณควรซื้อ VPN เอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะหากรอไปซื้อที่ประเทศเหล่านั้นอาจจะทำได้ยาก ExpressVPN ดีเป็นพิเศษสำหรับใช้งานในประเทศที่มีการเซนเซอร์ทางอินเทอร์เน็ตอย่างเคร่งครัด

อีกทั้ง ในประเทศที่ VPN ถูกกฎหมาย หากคุณนำ VPN มาใช้ในการทำอาชญากรรม การใช้ VPN ของคุณจะถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

5. VPN จะทำให้อุปกรณ์ของคุณทำงานช้าลงหรือไม่

VPN จะลดความเร็วของอุปกรณ์คุณ เพราะบริการจะเข้ารหัสการจราจรของคุณ และขั้นตอนการเข้ารหัสและถอดรหัสจะทำให้เวลาในการที่ VPN และ ISP เดินทางไปถึงข้อมูลของคุณยาวนานขึ้น และหากคุณเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ VPN ที่อยู่ไกล อุปกรณ์จะทำงานล่าช้า เพราะข้อมูลใช้เวลานานมากขึ้นในการเดินทางระหว่างอุปกรณ์ของคุณและเซิร์ฟเวอร์ VPN

แต่ VPN ชั้นนำโดยมากจะใช้มาตรการเพื่อรักษาความเร็วไว้ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น บริการจะมีเซิร์ฟเวอร์ที่ทำความเร็วได้สูงสุดในเกือบทุกแห่งของโลกเพื่อที่ผู้ใช้จะสามารถเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้เพื่อให้ใช้งานด้วยความเร็วสูงสุดได้ (กฎที่ระบุถึงวิธีการเชื่อมต่อ VPN ) ในการทดสอบของเรา ExpressVPN, Private Internet Accessและ ProtonVPN ทำให้ความเร็วการใช้งานของเราช้าลงไปเฉลี่ยเพียง 15-30% ซึ่งถือว่าดีมาก ๆ ทั้งนี้ เว็บไซต์สามารถโหลดได้ทันที วิดีโอ 4K ใช้เวลาเพียง 5-10 วินาทีในการโหลด และเราโหลดทอร์เรนต์ไฟล์ใหญ่ถึง 20-3- GB ได้ภายใน 15-30 นาทีเท่านั้น

หากคุณพบกับการทำงานที่ช้าลงจนสังเกตได้เมื่อใช้ VPN ขั้นตอนต่อไปนี้เป็นวิธีการเพิ่มความเร็วให้กับการเชื่อมต่อของคุณ:

  • เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ VPN ที่อยู่ใกล้ หรือเซิร์ฟเวอร์ในพื้นที่ของคุณ
  • ใช้โปรโตคอลความเร็วสูง เช่น WireGuard และ IKEv2/IPSec แทนที่จะใช้ OpenVPN ซึ่งช้ากว่า
  • ใช้การเชื่อมต่อแบบสายแลนแทนการเชื่อมต่อด้วย WiFi ทั้งนี้ หากสัญญาณ WiFi อ่อน อาจจะทำให้ความเร็ว VPN ช้าลงอย่างมาก
  • ปิดทุกแอปที่เชื่อมต่อกับเว็บที่คุณไม่ใช้ หากทำเช่นนี้ VPN จะสามารถเดินทางและเข้ารหัสในการจราจรที่ไม่หนาแน่นจึงทำให้มีความเร็วมากขึ้นได้

6. คุณสามารถใช้ VPN ฟรีได้หรือไม่

มี VPN ฟรีไว้ให้บริการ แต่เราไม่แนะนำให้ใช้ VPN ฟรีโดยมากจะขาดคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่จำเป็น บันทึกและนำกิจกรรมการเรียกดูของคุณไปขาย มีความเร็วที่ต่ำ จำกัดจำนวนข้อมูลที่คุณสามารถใช้ได้ ไม่สามารถเข้าใช้เว็บไซต์สตรีมมิ่งที่นิยมได้ และมีแอปที่บกพร่อง จะเป็นการดีกว่ามากหากคุณใช้ VPN พรีเมียมที่มีค่าบริการ เช่นExpressVPN และ Private Internet Access แทน

แล้วหากคุณยังต้องการใช้ VPN ฟรีอยู่ดีล่ะ ให้เข้าไปดูคำแนะนำของเราเพื่อหาแบรนด์ที่ดี ProtonVPN i เป็น VPN ฟรีที่ดีที่สุดในความคิดของเรา คุณจะได้รับข้อมูลไม่จำกัด ความเร็วระดับดี (ProtonVPN อ้างว่าคุณจะได้รับความเร็ว "ปานกลาง" แต่เราพบว่ามันช้าลงแค่ 22% เท่านั้น), คุณสมบัติด้านการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง, และสามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ใน 3 ประเทศด้วยกัน (สหรัฐอเมริกา เนเธอแลนด์ และญี่ปุ่น)แต่คุณจำถูกจำกัดอุปกรณ์ที่ใช้งาน VPN และจะไม่ได้รับการสนับสนุนเรื่องการสตรีมมิ่งและการโหลดทอร์เรนต์

7. VPN ใช้งานได้กับอุปกรณ์ทุกชนิดหรือไม่

VPN ชั้นนำส่วนมากอย่างExpressVPN, Private Internet Access และ CyberGhost VPN ได้ทำแอปขึ้นมาสำหรับ Android, iOS, Windows, macOS, Linux, and สมาร์ททีวี และแบรนด์อันดับหนึ่งอย่าง ExpressVPN และ ProtonVPN also support simultaneous connections, which allows you to use the VPN on multiple devices at the same timeยังรองรับการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกันอีกด้วย ซึ่งให้คุณสามารถใช้ VPN กับหลายอุปกรณ์ได้ในเวลาเดียวกัน (เฉลี่ยจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้อยู่ที่ 5-7 อุปกรณ์)

แต่อุปกรณ์บางชนิด (เช่นคอนโซลเกม) จะไม่ได้รองรับ VPN ดังนั้นคุณจึงไม่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอป VPN ลงไปได้ แต่คุณจะต้องติดตั้ง VPN เข้าไปในเราเตอร์แทนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับ VPN ได้ โดย VPN ส่วนใหญ่จะมีวิธีการสอนการติดตั้ง VPN ในเราเตอร์ที่เป็นประโยชน์ แต่ExpressVPN และ VyprVPN มีแอปสำหรับเราเตอร์ให้บริการ จึงสามารถนำมาใช้ได้อย่างง่ายดาย

8. VPN บล็อกโฆษณาและโปรแกรมติดตามหรือไม่

บล็อก โดย VPN บางแบรนด์มีตัวบล็อกโฆษณาที่หยุดไม่ให้โหลดโฆษณาได้ ซึ่งทำให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น ในการทดสอบของเรา PIA MACE จาก Private Internet Access และ NetShield จาก ProtonVPN สามารถบล็อกโฆษณาเกือบทั้งหมดได้ในเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย และเว็บสื่อต่าง ๆ

และตัวบล็อกโฆษณาของ VPN สามารถบล็อกโปรแกรมติดตามได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อหยุดบริษัทโฆษณาที่คอยเฝ้าดูปฏิสัมพันธ์ที่ผู้คนมีต่อโฆษณา ในการทดสอบของเรา ตัวบล็อกโฆษณาของ ProtonVPN ให้การปกป้องเราให้ปลอดภัยจากการติดตามการใช้งานทางออนไลน์ได้ดีที่สุด

นอกจากนี้ ตัวบล็อกโฆษณาของ VPN ยังสามารถบล็อกการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ที่ประสงค์ร้าย เป็นการปกป้องคุณออกจากการโจมตีฟิชชิ่งที่ส่งกการจราจรของคุณไปยังเว็บไซต์ปลอม แต่โปรดจำไว้อย่างหนึ่งว่าVPN ไม่สามารถป้องกันการติดมัลแวร์โดยตรงได้ (เช่น กรณีที่คุณดาวน์โหลดไฟฟล์ประสงค์ร้ายเข้ามา) เราขอแนะนำให้คุณใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสควบคู่ไปกับ VPN โดยมีตัวเลือกโปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีหลายแบรนด์ให้เลือกใช้ แต่เราชอบNorton 360 มากที่สุด เพราะมันให้การป้องกันมัลแวร์ทั้งเก่าสุดและใหม่สุดได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังมาพร้อทคุณสมบัติเสริมดี ๆ มากมาย (เช่นการปกป้องเว็บแคม และมัลแวร์เรียกค่าไถ่)

9. VPN ทำงานอย่างไร

VPN จะเข้ามาแทนที่ที่อยู่ IP ของคุณ (ซึ่งแป็นตัวเผยตำแหน่งของคุณ) และรักษาความปลอดภัยให้ข้อมูลคุณโดยการนำการจราจรของคุณผ่านทางเซิร์ฟเวอร์ VPN ที่เข้ารหัสไว้ เมื่อใช้ VPN การเชื่อมต่อของคุณจะมีหน้าตาดังนี้:
อุปกรณ์ของคุณ → แอป VPN → ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) → เซิร์ฟเวอร์ VPN → อินเทอร์เน็ต

VPN จะเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดที่เดินทางระหว่างอุปกรณ์ของคุณและเซิร์ฟเวอร์ VPN ทำให้มันไม่สามารถอ่านได้ หากมีใครพยายามเข้าดูการเชื่อมต่อของคุณ พวกเขาจะเห็นเพียงข้อความที่อ่านไม่รู้เรื่อง เช่น แทนที่จะเห็นคำขอเข้าดู netflix.com พวกเขาจะได้เห็นข้อความประมาณ IH5HUFDY=432JKFD

และทุกเว็บไซต์ที่คุณเชื่อมต่อกับ VPN จะคิดว่าการเชื่อมต่อของคุณมาจากเซิร์ฟเวอร์ VPN ของคุณไม่ใช่ตำแหน่งอุปกรณุคุณ เว็บไซต์จะคิดว่าที่อยู่ IP ของ VPN เป็นแหล่งที่มาของการจราจร ดังนั้นที่อยู่ IP จริงของคุณจะยังคงถูกเก็บ “ซ่อน” เอาไว้

และ VPN มีกรณีการใช้งานมากมาย คุณสามารถใช้มันเพื่อ เข้าดูรายการโชว์และภาพยนตร์ในคลังหนัง Netflix แห่งประเทศบ้านเกิดคุณขณะที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศ และคุณสามารถใช้มันเพื่อทำให้ไม่มีใครสามารถอ่านการจราจรของคุณได้ ดังนั้นข้อมูลของคุณจึงปลอดภัย

10. VPN ใช้งานในประเทศจีนได้หรือไม่

รัฐบาลจีนได้บล็อก VPN เกือบทั้งหมด แต่บริการจากบางแบรนด์ยังคงใช้งานได้ในจีนExpressVPN ใช้งานได้ดีในประเทศจีนและในประเทศอื่น ๆ ที่มีข้อจำกัดการใช้งาน เช่น อิหร่าน หรือรัสเซีย

การใช้ VPN แบบไม่มีใบอนุญาตให้ประเทศจีนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่เคยมีชาวต่างชาติถูกจับได้ว่าใช้ VPN ในประเทศจีนเลย

1. แอปการควบคุมของผู้ปกครองทำอะไรได้บ้าง

แอปการควบคุมของผู้ปกครอง เป็นซอฟท์แวร์ที่คุณสามารถใช้เพื่อช่วยให้บุตรหลานของคุณใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยทั้งออนไลน์และออฟไลน์และช่วยสร้างพฤติกรรมการใช้งานที่ดีให้แก่บุตรหลานของคุณ แอปการควบคุมของผู้ปกครองสามารถ:

  • ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้
  • ปิดกั้นการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นที่ไม่เหมาะสม สามารถเสพติดหรือมีเนื้อหาล่อตาล่อใจได้
  • จำกัดเวลาในการใช้อุปกรณ์
  • ตรวจสอบสิ่งที่บุตรหลานของคุณเข้าถึง แอปที่พวกเขาใช้และระยะการใช้งานในแต่ละวัน
  • อัพเดตตำแหน่งของบุตรหลาน

แอปการควบคุมของผู้ปกครองประกอบด้วย 2 แอป นั่นก็คือแอปสำหรับเด็ก ซึ่งคุณต้องติดตั้งลงในอุปกรณ์ที่บุตรหลานใช้และแอปสำหรับผู้ปกครอง ซึ่งคุณต้องติดตั้งบนอุปกรณ์ของคุณและใช้เพื่อสื่อสารกับแอปในอุปกรณ์ของบุตรหลานเพื่อตั้งค่าข้อจำกัดต่าง ๆ และควบคุมการใช้เว็บ แอปและระยะการใช้งาน

2. ฟีเจอร์สำคัญที่แอปการควบคุมของผู้ปกครองควรมี

แอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ดีควรมีฟีเจอร์มาตราฐานตามนี้:

  • การกรองเว็บ — ช่วยให้คุณเลือก/ปิดกั้นเว็บไซต์ที่บุตรหลานของคุณสามารถเข้าถึงได้
  • การกรองแอป — ช่วยให้คุณสามารถอนุญาต/ปิดกั้นแอปที่บุตรหลานของคุณสามารถเข้าถึงได้
  • การจำกัดเวลา — ให้คุณสามารถเลือกได้ว่าคุณจะให้บุตรหลานใช้งานอุปกรณ์ได้เป็นเวลากี่ชั่วโมง
  • การกำหนดเวลา — ให้คุณสามารถเลือกเวลาในแต่ละวันหรือสัปดาห์ที่อนุญาตให้บุตรหลานของคุณใช้งานอุปกรณ์
  • การติดตามอุปกรณ์ — แสดงตำแหน่งล่าสุดของบุตรหลานของคุณ ในบางแอปยังมีรายการตำแหน่งที่บุตรหลานของคุณเคยไปมาก่อนด้วย
  • รายงานกิจกรรม — แสดงข้อมูลกิจกรรมที่บุตรหลานของคุณทำ เช่น เว็บไซต์ที่พวกเขาเข้าถึง เวลาที่ใช้กับอุปกรณ์และแอปที่พวกเขาใช้มากที่สุด แอปส่วนใหญ่จะมีรายงานการใช้งานรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือนให้ดู

แอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ดีที่สุดในปี 2022 นำเสนอฟีเจอร์เหล่านี้ทั้งหมด บางบริการยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติมให้อีกด้วย อย่างเช่น Qustodio ที่ให้คุณสามารถควบคุมการโทรและการส่งข้อความ และNet Nanny ให้คุณสามารถตรวจดูประวัติการค้นหาใน YouTube ได้อีกด้วย

3. VPN สามารถหลีกเลี่ยงการจำกัดของแอปการควบคุมของผู้ปกครองได้ไหม

เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) เป็นบริการที่ช่วยปกป้องข้อมูลการใช้งานและช่วยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการใช้อินเตอร์เน็ต และบ่อยครั้งที่เด็ก ๆ พยายามจะใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงการจำกัดการข้อถึงเนื้อหาต่าง ๆ จากผู้ปกครอง

แต่ถ้าคุณใช้ แอปการควบคุมของผู้ปกครองของบริการชั้นนำ บุตรหลานของคุณจะไม่สามารถใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดกั้นได้ เพราะผู้ให้บริการเหล่านี้ใช้เทคโนโลยี VPN หรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ VPN ของบุคคลสามที่สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดที่กำหนดไว้ได้

เราทำการทดสอบผู้ให้บริการมากกว่า 10 รายเพื่อดูว่า VPN ระดับชั้นนำอย่าง ExpressVPN และ Private Internet Access สามารถหลีกเลี่ยงแอปการควบคุมของผู้ปกครองพรีเมี่ยมอย่าง Qustodio และ Net Nanny เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้หรือไม่

4. แอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ดีที่สุดในปี 2022 คือ

Qustodio แอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ดีที่สุดในปี 2022 บริการมาพร้อมกับฟีเจอร์การควบคุมสำหรับผู้ปกครองมาตราฐานทั้งหมดและ VPN ระดับชั้นนำก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผ่านได้ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การควบคุมการใช้งาน YouTube, การควบคุมการใช้ SMS และการโทร, ปุ่มฉุกเฉิน ซึ่งบุตรหลานของคุณสามารถใช้เพื่อบอกได้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในอันตราย นอกจากนี้ยังใช้งานได้ง่าย มีการช่วยเหลือลูกค้าที่ยอดเยี่ยมและแผนบริการราคาถูกที่สามารถติดตั้งได้ถึง 15 อุปกรณ์

แต่ก็ยังมี ตัวเลือกที่ดีอื่น ๆ อีกมากมาย หาก Qustodio ให้บริการได้ไม่ตรงตามที่คุณต้องการ ตัวอย่างเช่น Net Nanny ที่เป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณมองหาฟีเจอร์การกรองเว็บขั้นสูงและ Norton Family ก็เป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณมีครอบครัวขนาดใหญ่ เพราะบริการนี้ให้คุณติดตั้งบนอุปกรณ์ได้ไม่จำกัด และ Bark ที่เหมาะสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเพียงแค่ตรวจสอบการใช้งาน ไม่ใช่การจำกัดและ FamiSafe ที่เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่เพิ่งได้ใบขับขี่ เพราะมันมาพร้อมกับฟีเจอร์การควบคุมการขับขี่

5. มีแอปการควบคุมของผู้ปกครองฟรีไหม

มี แอปการควบคุมของผู้ปกครองบางแอปก็มาพร้อมกับบริการฟรี เราคิดว่า Qustodio มีแผนบริการฟรีที่ดีที่สุด เพราะมันมาพร้อมกับการกรองเว็บ การควบคุมการใช้งานและการจำกัดการใช้งานที่ทำได้ง่าย และยังมีรายงานการใช้งานรายวันและรายสัปดาห์อีกด้วย แผนบริการฟรีของ Qustodio ให้คุณสามารถตรวจสอบการใช้งานได้เพียง 1 อุปกรณ์เท่านั้น แต่เป็นแค่บริการฟรีเดียวที่สามารถใช้งานได้ในหลายแพลตฟอร์ม (iOS, Android, Windows, macOS, Chromebook และ Kindle)

แม้ว่าหลายบริการจะมีแผนฟรีให้ใช้ แต่เราก็ยังแนะนำให้ใช้บริการฟรีเพื่อทดลองใช้งานแทน หากบริการนั้นเหมาะสำหรับครอบครัวของคุณ คุณก็สามารถซื้อบริการได้ภายหลัง เราแนะนำให้ใช้บริการแบบพรีเมี่ยมเพราะมันมีความคุ้มค่ากว่ากันเยอะ และให้คุณสามารถควบคุม สอดส่องและจำกัดการใช้งานเว็บ แอปและอุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่


ใช้แผนบริการฟรีจากบริการที่เป็นที่รู้จักเท่านั้น อย่างบริการที่เราแนะนำในรายการนี้ หากคุณใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ไม่น่าไว้ใจ นั่นเท่ากับคุณนำความเสี่ยงมาสู่บุตรหลานและตัวคุณเอง เพราะคุณต้องอนุญาตให้แอปเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสามารถถูกแบ่งปันกับบุคคลที่สามได้ (เช่น ผู้ลงโฆษณา)

6. มีอุปกรณ์ไหนที่มีแอปการควบคุมของผู้ปกครองในตัวไหม

มี ระบบปฏิบัติการบางระบบก็มีแอปการควบคุมของผู้ปกครอบในตัวให้คุณใช้ได้ฟรี ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่มี Screen Time และ Microsoft ที่มี Family Safety

แต่เราไม่แนะนำแอปที่แถมมาให้ฟรี เพราะมันใช้งานได้ไม่ดีนักและสามารถหลีกเลี่ยงได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่นแอป Family Safety ที่ตั้งค่าและใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ได้ไม่ง่ายนัก และฟีเจอร์การติดตามตำแหน่งก็ไม่เที่ยงตรง เช่นเดียวกับ Screen Time ที่เด็ก ๆ สามารถเปลี่ยนโซนเวลาในมือถือเพื่อหลีกเลี่ยงการจำกัดได้หรือใช้ iMessages เพื่อหลีกเลี่ยงการจำกัดเวลาการใช้งาน

การใช้แอป การควบคุมของผู้ปกครองพรีเมี่ยมของบุคคลที่สาม (อย่าง Qustodio) จะดีกว่า เพราะบริการเหล่านี้มีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการปกป้องบุตรหลานของคุณทั้งออฟไลน์และออนไลน์บางบริการยังมี แผนบริการฟรีหรือการทดลองใช้งาน เพื่อให้คุณสามารถทดลองใช้งานได้อีกด้วย

7. การใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครองผิดกฎหมายหรือไม่

ไม่ แอปการควบคุมของผู้ปกครองนั้นถูกกฎหมายในหลายประเทศ แต่มันถูกกฎหมายก็ต่อเมื่อคุณใช้เพื่อควบคุมอุปกรณ์ของคุณเองและบุตรหลานของคุณเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อบุตรหลานของคุณบรรลุนิติภาวะและมีอุปกรณ์เป็นของตัวเอง คุณไม่สามารถติดตั้งและใช้แอปนี้กับพวกเขาได้อีก นั่นเป็นเพราะว่าหลายประเทศห้ามไม่ให้ติดตั้งแอปการควบคุมของผู้ปกครองบนอุปกรณ์ของผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะคนอื่น ๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้


แต่ละประเทศก็มีกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราแนะนำให้คุณทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายท้องถิ่น เพื่อดูว่าการใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครอบบนอุปกรณ์ของบุตรหลานนั้นถูกกฎหมายหรือไม่และมีข้อจำกัดในการควบคุมหรือไม่

8. แอปการควบคุมของผู้ปกครองสามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์ใดบ้าง

แอปการควบคุมของผู้ปกครองส่วนใหญ่สามารถควบคุมอุปกรณ์ iOS, Android, Windows หรือ macOS ได้ Qustodio เป็นแอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ดีที่สุดในปี 2022 ยังสามารถควบคุมอุปกรณ์ Chromebook และ Kindle ได้อีกด้วย

9. แอปการควบคุมของผู้ปกครองสามารถใช้งานได้ในกี่อุปกรณ์

แอปการควบคุมของผู้ปกครองสามารถควบคุมได้ตั้งแต่ 5 ถึง 20 อุปกรณ์ ยกตัวอย่าง Qustodio ที่เป็นแอปการควบคุมของผู้ปกครองที่ดีที่สุดสามารถควบคุมได้ 5–15 อุปกรณ์ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกแผนบริการใด

อย่างไรก็ตามหากคุณมีครอบครัวขนาดใหญ่ แอปการควบคุมของผู้ปกครองของบางบริการก็ให้คุณสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ไม่มีจำกัด เช่น Norton Family และ Bark คุณสามารถประหยัดเงินได้มากขึ้นเมื่อเลือกบริการเหล่านี้แทนการซื้อบริการเสริมจากอุปกรณ์ของคุณที่ให้การควบคุมเพียง 5–20 อุปกรณ์

10. แอปการควบคุมของผู้ปกครองปลอดภัยหรือไม่

แอปการควบคุมของผู้ปกครองส่วนใหญ่นั้นปลอดภัย เพราะมีฟีเจอร์ที่จำเป็นในการช่วยให้บุตรหลานของคุณใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย ผู้ให้บริการระดับชั้นนำจัดเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ควบคุมอย่างปลอดภัยและไม่แบ่งปันกับบุคคลที่สามเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณและบุตรหลานของคุณ

หากคุณกำลังมองหาแอปการควบคุมสำหรับผู้ปกครองที่ปลอดภัยที่สุด เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณเลือกQustodio บริการมีการกรองเว็บที่ยอดเยี่ยม ซึ่งปกป้องลูก ๆ ของคุณจากเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย ช่วยให้คุณตรวจสอบการใช้งาน YouTube ของเด็ก ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ได้ดูวิดีโอที่ไม่เหมาะสมและยังมีปุ่มฉุกเฉิน ซึ่งเด็ก ๆ สามารถใช้เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังผู้ติดต่อที่เชื่อถือได้ หากพวกเขาตกอยู่ในอันตราย

11. ฉันควรบอกลูกเรื่องการใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครองหรือไม่

เราแนะนำให้คุณบอกบุตรหลานของคุณอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครองบนอุปกรณ์ของพวกเขา หากคุณบังคับติดตั้งแอปโดยที่ไม่ให้คำอธิบายใด ๆ มันอาจทำให้ความสัมพันธ์ของคุณและบุตรหลานเสียหายได้

มีบทความที่ให้คำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีการพูดคุยกับบุตรหลายเรื่องการติดตั้งแอปการควบคุมของผู้ปกครอง ผู้ให้บริการแอปการควบคุมของผู้ปกครองชั้นนำ ก็นำเสนอบทความนี้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Qustodio ที่นำเสนอบทความเกี่ยวกับหัวข้อนี้หลายบทความด้วยเช่นกัน Kaspersky Safe Kids ก็มีคำแนะนำนำเสนออยู่ภายในแอป

12. แอปการควบคุมของผู้ปกครองสามารถควบคุมการโทรและส่งข้อความได้หรือไม่

บางแอปสามารถทำได้ เช่น Qustodio ที่เป็นแอปการควบคุมของผู้ปกครองอันดับ #1 ในขณะนี้ นำเสนอการควบคุมข้อความและการโทรบนอุปกรณ์ Android และ iOS ถึงคุณจะต้องทำการติดตั้งด้วยตัวเอง แต่บริการก็มีคำแนะนำการติดตั้งที่เป็นประโยชน์ที่ช่วยให้การติดตั้งนั้นทำได้ง่ายขึ้นเยอะ


เราแนะนำให้ใช้ฟีเจอร์ที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวเช่นนี้เมื่อคุณเชื่อว่าบุตรหลานของคุณกำลังถูกกลั่นแกล้ง และคุณควรบอกบุตรหลานอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการใช้ฟีเจอร์เหล่านี้ ไม่เช่นนั้นมันอาจทำลายความสัมพันธ์ของคุณและบุตรหลานได้ เมื่อพวกเขารู้สึกว่าคุณกำลังล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวโดยไม่มีเหตุผลอันดี

13. แอปการควบคุมของผู้ปกครองบันทึกการใช้แป้นพิมพ์ (keylogger) หรือไม่

ไม่ แอปการควบคุมของผู้ปกครองชั้นนำส่วนใหญ่สามารถตรวจสอบเว็บที่ใช้งาน ระยะเวลาการใช้งาน แอปที่ใช้และตำแหน่งของพวกเขา แต่จะไม่บันทึกการใช้แป้นพิมพ์อย่างมากที่คุณที่คุณทำได้ก็คือการตรวจสอบการโทรและส่งข้อความ อย่างที่ Qustodio ทำได้

แต่ก็มีบางแอปเหมือนกันที่มีฟีเจอร์การบันทึกแป้นพิมพ์ เช่น mSpy ถึงแม้ว่าฟีเจอร์นี้จะใช้งานได้ดี แต่อย่าลืมว่ามันเป็นฟีเจอร์ที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างมาก หากบุตรหลานของคุณพบว่าคุณตรวจดูสิ่งที่พวกเขาเขียน มันอาจทำให้ความสัมพันธ์ของคุณและบุตรหลานเสียหายได้

14. แอปการควบคุมของผู้ปกครองสามารถบันทึกหน้าจอได้หรือไม่

ได้ บางแอปมีฟีเจอร์นี้ เช่น mSpy ที่จะถ่ายภาพหน้าจออุปกรณ์ Android ของบุตรหลานของคุณทุกครั้งที่แอปพบว่ามีการเปลี่ยนแอป (เช่น เมื่อพวกเขาได้รับข้อความ)

อย่าลืมว่าฟีเจอร์เหล่านี้ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างมาก คุณควรใช้เมื่อได้รับการยินยอมจากบุตรหลานแล้วเท่านั้น ไม่ใช่นั้นมันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของคุณและบุตรหลานได้ หากพวกเขาพวกว่าคุณบันทึกการใช้งานโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า

15. ฉันสามารถใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครองโดยไม่บอกบุตรหลานได้หรือไม่

แอปการควบคุมของผู้ปกครองมีฟีเจอร์ช่วยซ่อนแอปไม่ให้ถูกพบเห็นได้ เช่น mSpy ที่มี Stealth Mode ซึ่งจะซ่อนไอคอนและไม่แสดงการแจ้งเตือนใด ๆ บนอุปกรณ์ของบุตรหลาน

แต่ต่อให้คุณเปิดฟีเจอร์นี้ คุณก็ควรบอกบุตรหลานไปตามตรงเกี่ยวกับการใช้แอปการควบคุมของผู้ปกครอง หลังจากติดตั้งแล้วพวกเขาจะไม่สามารถเข้าถึงบางเว็บไซต์หรือแอปได้ หรือหากคุณตั้งค่าจำกัดเวลาใช้งานพวกเขาก็จะไม่สามารถใช้งานต่อไปได้หากเกินเวลาที่กำหนดแล้ว

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราแนะนำให้คุณพูดคุยกับบุตรหลานอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการใช้แอปนี้บนอุปกรณ์ของพวกเขา หากพวกเขาพบว่าคุณติดตั้งแอปนี้โดยที่ไม่บอกล่วงหน้ามันอาจทำลายความเชื่อใจที่พวกเขามีต่อคุณได้

16. บุตรหลานของฉันสามารถปรับการตั้งค่าแอปได้หรือไม่

ไม่ แอปการควบคุมของผู้ปกครองชั้นนำส่วนใหญ่ (อย่างQustodio และ Norton Family) มาพร้อมกับฟีเจอร์การหยุดให้บริการ (Timeout) ซึ่งจะลงชื่อออกจากบัญชีเมื่อคุณไม่ได้ใช้งานเป็นเวลาหลายนาที ดังนั้นบุตรหลานของคุณจึงไม่สามารถยกเลิกข้อจำกัดในขณะที่คุณไม่ได้ใช้งานอุปกรณ์ได้ เนื่องจากพวกเขาต้องทำการเข้าสู่ระบบแอปใหม่อีกครั้ง

17. ลูกของฉันสามารถถอนการติดตั้งแอปการควบคุมของผู้ปกครองบนอุปกรณ์ของพวกเขาได้หรือไม่

โดยปกติแล้วพวกเขาไม่สามารถทำได้ แอปการควบคุมของผู้ปกครองชั้นนำ (อย่าง Qustodio, Net Nanny และ Norton Family) มาพร้อมกับการป้องกันการถอนการติดตั้ง ซึ่งหมายความว่าบุตรหลายของคุณต้องทำการเข้าสู่ระบบแอปเพื่อถอนการติดตั้ง ดังนั้นคุณจึงต้องจัดเก็บข้อมูลการเข้าสู่ระบบไว้ในที่ที่ปลอดภัย เพื่อให้บุตรหลานของคุณหาไม่พบ

อย่างไรก็ตามแอปการควบคุมของผู้ปกครองชั้นนำ (อย่าง Bark) ไม่มีการป้องกันการถอนการติดตั้ง คุณควรใช้บริการดังกล่าวเฉพาะเมื่อคุณสามารถไว้วางใจกับลูก ๆ ของคุณและรู้ว่าพวกเขาจะไม่พยายามถอนการติดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุณ

Nothing found, try other phrases.